อิฐมวลเบา คืออะไร? กันร้อน กันไฟ ได้จริงหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบ

อิฐมวลเบา คืออะไร? กันร้อน กันไฟ ได้จริงหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบ

อิฐมวลเบา หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คอนกรีตมวลเบา ได้มีการพัฒนาให้มีคุณสมบัติเหมาะกับการใช้งานในสภาพภูมิอากาศ และ สภาพแวดล้อมปัจจุบัน เนื่องจากคุณสมบัติของอิฐมวลเบาไม่อมความร้อน และรักษาอุณหภูมิภายในบ้านได้เป็นอย่างดี จึงทำให้กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมที่ใช้สำหรับงานก่อสร้างยุคนี้ 

ถ้าหากใครที่กำลังวางแผนก่อผนัง หรือสร้างกำแพงด้วยอิฐมวลเบา วันนี้ทาง MTcement จะมาบอกเกี่ยวกับคุณสมบัติ รวมถึงวิธีการคำนวณ และรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้คุณได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนก่อนเลือกใช้งาน ซึ่งจะมีอะไรบ้างตามไปดูกันเลย!

 

อิฐมวลเบา คืออะไร?

อิฐมวลเบา คืออะไร?

ตัวเลือกหลักๆ ที่ใช้ในงานก่อสร้างอย่าง “อิฐมวลเบา” ถือเป็นผลิตภัณฑ์คอนกรีตชนิดใหม่ ที่ผลิตขึ้นจากส่วนผสมธรรมชาติ ได้แก่ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ทรายบดละเอียด ปูนขาว ยิปซั่ม ผงอะลูมิเนียม น้ำสะอาด และสารกระจายฟองอากาศ

ลักษณะโดยรวมของอิฐมวลเบามีลักษณะคล้ายกับอิฐบล็อก ทั้งขนาด สี และจุดประสงค์ในการใช้งานที่สร้างขึ้นสำหรับก่อผนังหรือกำแพง ซึ่งอิฐมวลเบาจะมีน้ำหนักเบากว่าอิฐบล็อกทั่วไป เนื่องจากกรรมวิธีทางเคมีของอิฐมวลเบามีการกระจายตัวของฟองอากาศอยู่จำนวนมากในเนื้อคอนกรีต จึงทำให้มีน้ำหนักเบา และเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี

เมื่อได้ทำความรู้จักที่มาของคำว่าอิฐมวลเบากันไปแล้ว ทาง MTcement จะพาคุณไปรู้จักกับประเภทของอิฐมวลเบา ซึ่งประเภทที่นิยมใช้โดยทั่วไปอาจแบ่งตามกระบวนการผลิตได้เป็น 2 แบบ ดังนี้

1. อิฐมวลเบาที่ไม่ผ่านกระบวนการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง (Non – Autoclaved System)

อิฐมวลเบาประเภทนี้ ส่วนใหญ่เนื้อผลิตภัณฑ์จะมีสีเหมือนปูนซีเมนต์ และส่วนมากจะใช้วัสดุทดแทนในการผลิต โดยแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • ประเภทที่ 1 ใช้วัสดุเบากว่ามาทดแทน อย่างเช่น ขี้เลื่อย ขี้เถ้า ชานอ้อย หรือเม็ดโฟม วัสดุเหล่านี้จะทำให้คอนกรีตมีน้ำหนักเบาขึ้น แต่ข้อเสียคือ มีอายุการใช้งานที่สั้นลง และเสื่อมสภาพเร็ว ถ้าหากเกิดไฟไหม้ สารเหล่านี้อาจเป็นพิษต่อผู้อยู่อาศัย
  • ประเภทที่ 2 ใช้สารเคมี (Circular Lightweight Concrete) เพื่อให้เนื้อคอนกรีตฟู และแข็งตัวเร็ว โดยคอนกรีตประเภทนี้จะมีการหดตัวมากกว่าประเภทแรก ข้อเสียคือ ไม่แข็งแรง และทำให้ปูนฉาบแตกร้าวได้ง่าย

2. อิฐมวลเบาระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง (Autoclaved System)

อิฐมวลเบาประเภทนี้จะมีเนื้อผลิตภัณฑ์เป็นผลึกสีขาว โดยส่วนผสมหลักๆ ที่ใช้ในการผลิตจะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • ประเภทที่ 1 ใช้ปูนขาว (Lime Base) มาเป็นส่วนผสมหลักในการผลิต ขั้นตอนในการผลิตควบคุมได้ยาก ทำให้คุณภาพของคอนกรีตที่ได้ไม่สม่ำเสมอ และมีการดูดซึมน้ำในปริมาณที่สูงมาก
  • ประเภทที่ 2 ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (Cement Base) มาเป็นส่วนผสมหลักในการผลิต ซึ่งการนำส่วนผสมนี้มาใช้นอกจากจะช่วยให้คอนกรีตได้มาตรฐานแล้ว ยังช่วยให้เกิดการตกผลึก (Calcium Silicate) ในเนื้อคอนกรีตอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เนื้อคอนกรีตที่ได้นั้นมีความแข็งแรง ทนทาน มากกว่าการผลิตด้วยระบบอื่น

 

คุณสมบัติของอิฐมวลเบา มีอะไรบ้าง

คุณสมบัติของอิฐมวลเบา มีอะไรบ้าง

หากพูดถึงอิฐมวลเบา แน่นอนว่าต้องมีจุดเด่นมากมายที่ทำให้อิฐชนิดนี้เป็นที่นิยมและโดดเด่นกว่าอิฐชนิดอื่นๆ แต่เมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียเช่นเดียวกัน ซึ่งในหัวข้อนี้ทางเราได้นำข้อดี และ ข้อเสีย มาสรุปให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจก่อนเลือกใช้งาน ไปดูพร้อมๆ กันเลยว่าจะมีคุณสมบัติอะไรบ้าง!

ข้อดีของอิฐมวลเบา

1. ไม่อมความร้อน เนื่องจากอิฐมวลเบามีรูพรุนในเนื้อคอนกรีต จึงทำให้สามารถกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐทั่วไปถึง 8-11 เท่า และช่วยรักษาอุณหภูมิภายในบ้านได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังสามารถช่วยลดค่าไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศลงได้อีกด้วย

2. ช่วยประหยัดโครงสร้าง ด้วยขนาดและน้ำหนักของอิฐมวลเบานั้นมีความเบา จึงไม่เป็นปัญหาต่อการรับน้ำหนักของคาน เสา ตอม่อ และรากฐาน ทำให้สามารถช่วยประหยัดโครงสร้างได้  ถ้าหากไม่ลดโครงสร้างก็สามารถปรับมาเป็นการเพิ่มค่าความปลอดภัย (Safety factor) ให้กับตัวสิ่งปลูกสร้างได้ ทั้งในระยะสั้น และ ระยะยาว

3. ดูดซับเสียงได้ดี เนื่องจากโครงสร้างของอิฐมวลเบามีฟองอากาศอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก จึงสามารถลดการสะท้อนของเสียงได้ดีกว่าอิฐทั่วไป ดังนั้นอิฐมวลเบาจึงสามารถช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก และ ช่วยกักเก็บเสียงจากภายในได้เช่นเดียวกัน

4. ได้มาตรฐานการผลิต นอกจากอิฐมวลเบาจะมีน้ำหนักเบาแล้ว ยังมีขนาดที่ได้มาตรฐานตามการผลิต เมื่อมีการใช้งานกับพื้นที่ อิฐมวลเบาจะถูกออกแบบมาให้พอดีกับพื้นที่ใช้งาน สามารถขึ้นรูป และปรับแต่งได้ง่าย ดังนั้นหมดห่วงเรื่องของการเกิดพื้นที่ช่องว่าง หรือ การก่อผนังไม่เต็มผืนไปได้เลย

5. มีอายุการใช้งานยาวนาน อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้รับเหมาส่วนใหญ่เลือกใช้อิฐมวลเบา เนื่องจากอิฐมวลเบาผลิตจากส่วนผสมจากธรรมชาติที่มีคุณภาพ อย่างเช่น ทราย ปูนขาว ยิปซั่ม น้ำ และปูนซีเมนต์

จึงทำให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าอิฐมอญที่มีส่วนผสมหลัก คือ ดิน ด้วยส่วนผสมคุณภาพเหล่านี้ของอิฐมวลเบา จึงทำให้มีการรับน้ำหนัก และ แรงกดได้ดีกว่าอิฐชนิดอื่นๆ

ข้อเสียของอิฐมวลเบา 

1. สามารถนำไปปรับแต่งได้น้อย เนื่องจากอิฐมวลมีขนาดใหญ่ และถ้าหากต้องการนำไปประยุกต์ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ผนัง อาจจะปรับแต่งได้ค่อนข้างยาก

2. มีผลต่อความชื้น ด้วยลักษณะทางกายภาพของอิฐมวลเบา ภายในเนื้อวัสดุมีรูพรุน จึงทำให้อิฐมวลเบาดูดซับน้ำมาก ซึ่งมีผลต่อความชื้น ดังนั้นการออกแบบจึงไม่นิยมนำอิฐมวลเบามาใช้งานภายในห้องน้ำหรือห้องครัว

3. ต้องใช้อุปกรณ์ติดตั้งเฉพาะ ถ้าหากต้องเจาะผนังเพื่อติดตั้งอุปกรณ์ ต้องใช้พุกที่ออกแบบมาเพื่ออิฐมวลเบาเท่านั้น เพราะการเจาะผนังอิฐมวลเบาผนังอาจแตกร้าวได้มากกว่าอิฐมอญ ดังนั้นจึงต้องใช้พุกในการเจาะโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการเจาะผนัง

4.มีราคาสูงกว่า หากเปรียบเทียบราคาเฉพาะค่าวัสดุ อิฐมวลเบาจะมีราคาสูงกว่าอิฐมอญ แต่ถ้าหากนำค่าวัสดุมารวมกับค่าแรงของช่างก่อสร้างแล้ว อิฐทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีต้นทุนที่ใกล้เคียงกัน

เมื่ออ่านคุณสมบัติเหล่านี้จะเห็นได้ว่าอิฐมวลเบามีทั้งข้อดี และข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป ทั้งในเรื่องของคุณสมบัติข้อดี ที่สามารถช่วยรักษาอุณหภูมิภายในบ้าน รวมถึงข้อเสียต่างๆ อย่างเช่น ปัญหาความชื้น และราคาที่สูงกว่าอิฐชนิดอื่นๆ

แต่ถ้าหากคิดค่าใช้จ่ายทั้งระบบแล้ว อิฐมวลเบาจะใช้ปูนก่อที่น้อยกว่า และประหยัดเวลาในการทำได้มากกว่า โดยรวมแล้วคุณสามารถลดระยะเวลาในการทำ และมีต้นทุนไม่สูงไปกว่าอิฐชนิดอื่นๆ ซึ่งเหตุผลเหล่านี้หวังว่าจะเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจให้กับคุณได้

 

วิธีการเลือกใช้อิฐมวลเบา ในงานแต่ละประเภท

วิธีการเลือกใช้อิฐมวลเบา ในงานแต่ละประเภท

ในปัจจุบันสามารถสังเกตได้ว่าโครงการบ้านจัดสรรส่วนใหญ่ นิยมหันมาใช้อิฐมวลเบากันมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตได้มีการพัฒนาวัสดุที่มีคุณภาพ และมีขนาดมากมายเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เมื่อเราทำความรู้จักกับคุณสมบัติของอิฐมวลเบากันไปแล้ว ในหัวข้อนี้เราจะพาคุณไปเรียนรู้วิธีการเลือกใช้อิฐมวลเบาขนาดต่างๆ ให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท

โดยอิงขนาดส่วนใหญ่จากความนิยม ปัจจุบันอิฐมวลเบามีขนาดมาตรฐานที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป อยู่ที่ 20 x 60 x 7.5 – 20 x 60 x 25 เซนติเมตร ในเนื้อหาต่อไปนี้จะมาอธิบายถึงความเหมาะสมในการใช้งานของอิฐมวลเบา ซึ่งแต่ละแบบจะมีวิธีการเลือกใช้งานอย่างไรบ้างไปดูกันเลย!

  • สร้างผนังกั้นห้องไม่มีบานเปิด ควรเลือกขนาดที่บางและเบา อิฐมวลเบาในปัจจุบันผู้ผลิตได้เพิ่มความหนาให้สามารถเลือกได้หลายรุ่น และจะมีขนาดความหนาเริ่มต้นอยู่ที่ 7.5 เซนติเมตร ถือว่าเป็นสเปคต่ำสุด เหมาะกับใช้งานร่วมกับผนังภายในบ้าน หรือใช้กั้นห้องที่ไม่มีบานเปิด ซึ่งความบางของอิฐมวลเบามีข้อดี คือ ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในห้องมากขึ้น และความบางจะช่วยลดภาระโครงสร้างที่ไม่จำเป็น จึงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างได้เป็นอย่างดี
  • สร้างผนังห้องมีบานเปิด เลือกที่มีความแข็งแรง เมื่อพูดถึงผนังห้องที่มีบานประตูและหน้าต่างติดตั้ง หากผนังไม่ได้รับการติดตั้งอย่างถูกวิธี เมื่อเปิดหรือปิดจะเกิดแรงกระแทกกลับ ส่งผลทำให้สามารถเกิดรอยร้าวบริเวณผนังได้ แต่ในกรณีที่ใช้อิฐมวลเบาที่มีความหนา 7.5 เซนติเมตร ช่างจะทำการหล่อเสาคานเอ็นเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนัง และต้องใช้ระยะเวลารอให้คอนกรีตแห้งประมาณ 3-5 วัน

นอกจากความแข็งแรงแล้วหากต้องการป้องกันเสียงด้วย แนะนำให้เลือกอิฐมวลเบาที่มีขนาดความหนา 10 เซนติเมตรขึ้นไป โดยขนาดดังกล่าวจะมีความทนทาน และไม่จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับเสาคานเอ็น

มีข้อดี คือ ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการหล่อเสาเข็ม ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับคุณภาพและความรวดเร็วที่ได้แล้ว อาจมีความคุ้มค่ามากกว่าอิฐมวลเบาขนาด 7.5 เซนติเมตร

  • เลือกปิดมุมเสาด้วยอิฐมวลเบาขนาด 20 เซนติเมตร การออกแบบห้องหากเจ้าของบ้านต้องการห้องที่มีความสวยงาม เรียบหรู ทางสถาปนิกจะเลือกออกแบบไม่ให้มีมุมเสา ซึ่งวิธีการหลบเหลี่ยมของมุมเสาสามารถทำได้หลากหลายวิธี ทั้งในด้านเทคนิคที่เลือกก่อผนังอิฐเต็มเสาในด้านที่ต้องการโชว์และด้านที่ไม่ต้องการโชว์ อย่างเช่น ห้องแต่งตัว หรือ ผนังห้องที่มีการติดตั้งตู้แบบ Built-in

ถ้าหากเป็นบ้าน 1-2 ชั้น โดยทั่วไปจะมีขนาดเสาอยูที่ 20 เซนติเมตร ดังนั้นควรเลือกใช้อิฐมวลเบาที่มีขนาด 20 เซนติเมตรเช่นกัน เพราะจะช่วยให้ผนังห้องต่างๆ มีขนาดเท่ากับเสาพอดี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วห้องของคุณก็จะดูสวยงาม ไม่มีมุมเสามาเป็นจุดรบกวนสายตา

  • ทิศใต้ ทิศตะวันตก ยิ่งสร้างผนังหนา ยิ่งกันความร้อนได้ดี ตามหลักภูมิประเทศแล้ว ค่าเฉลี่ยของประเทศไทยประมาณ 8-9 เดือน พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออก จากนั้นจะอ้อมไปทางทิศใต้ และตกในทิศตะวันตก ส่งผลให้ทิศใต้และทิศตะวันตกได้รับผลกระทบจากแสงแดดที่ร้อนในยามบ่าย หากต้องการให้บ้านเย็นสบายไม่อบอ้าว การเลือกใช้วัสดุกันความร้อนกับทิศทางที่กล่าวไปนี้จึงควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

โดยขนาดของอิฐมวลเบาก่อผนังที่ใช้ในทิศใต้ และทิศตะวันตก ควรมีความหนาอยู่ที่ 10-20 เซนติเมตร ยิ่งมีความหนามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกันความร้อนได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกโดยพิจารณาถึงงบประมาณเป็นหลัก เพราะถ้ายิ่งเลือกใช้ขนาดที่หนา อาจส่งผลให้ต้นทุนงานก่อสร้างของคุณสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

 

วิธีการคำนวณ พื้นที่ใช้งาน

  วิธีการคำนวณ พื้นที่ใช้งาน

ถ้าหากคุณต้องการเลือกใช้วัสดุในการก่อสร้างผนัง หรือ กำแพงด้วยอิฐมวลเบา คุณควรมีความเข้าใจทั้งในเรื่องคุณสมบัติของวัสดุ ประเภทการใช้งาน รวมถึงวิธีการคำนวณพื้นที่ใช้งาน

เพราะถึงแม้ว่าคุณจะมีผู้รับเหมาที่คอยให้คำแนะนำอยู่แล้ว แต่การมีความรู้พื้นฐานเหล่านี้ก็จะช่วยทำให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น วันนี้ทางเราจะมาแนะนำสูตรคำนวณอย่างง่าย ในการใช้อิฐมวลเบาสำหรับงานก่อสร้างให้เพียงพอต่อพื้นที่ก่อสร้างอย่างเหมาะสม

วิธีที่ 1 คำนวณหาปริมาณอิฐที่ใช้ตามขนาดพื้นที่

โดยจำนวนและขนาดความหนาของอิฐมวลเบา ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 8.33 ก้อน/ตารางเมตร ตัวเลขนี้ คือ ตัวเลขเริ่มต้นสำหรับการคำนวณหาปริมาณอิฐที่ใช้ตามขนาดพื้นที่ที่ต้องการ ซึ่งมีหลักการง่ายๆ คือ ขนาดพื้นที่ (ตารางเมตร) x 8.33 = ปริมาณอิฐที่ใช้งาน

ยกตัวอย่างเช่น ขนาดพื้นที่มีความสูง 3 เมตร กว้าง 2.5 เมตร (3 x 2.5 = 7.5) จะได้พื้นทั้งหมด 7.5 ตารางเมตร โดยพื้นที่ขนาด 1 ตารางเมตร จะใช้อิฐมวลเบา จำนวน 8.33 ก้อน (7.5 x 8.33 = 62.47) ดังนั้นผนังขนาด 7.5 ตารางเมตร จะต้องใช้อิฐจำนวน 63 ก้อน

วิธีที่ 2 การคำนวณปูนก่อและฉาบอิฐมวลเบา

วิธีการคำนวณปูนก่อและฉาบอิฐมวลเบา ในการคำนวณวัสดุจะยึดการก่อฉาบผนังหนา 10 เซนติเมตร โดยจะต้องคำนวณพื้นที่ของผนัง = ความสูงผนัง x ความยาวผนัง โดยปูนก่ออิฐมวลเบาสำเร็จรูป 1 ถุง เท่ากับ 50 กิโลกรัม ก่อได้ 38-40 ตารางเมตร (ก่อปูนหนา 3 มิลลิเมตร) และสำหรับปูนฉาบอิฐมวลเบาสำเร็จรูป 1 ถุง เท่ากับ 50 กิโลกรัม จะฉาบได้ 2-2.5 ตารางเมตร (ฉาบหนา 1-1.5 เซนติเมตร)

 

 

มองหาอิฐมวลเบาคุณภาพดี ต้องที่ MTcement

สำหรับใครที่กำลังมองหาหนึ่งในตัวเลือกที่ใช้ในการก่ออย่าง “อิฐมวลเบา” ขอแนะนำ MTcement ธุรกิจจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง ทั้งค้าส่ง และค้าปลีกในระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปี เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ารายสำคัญของผู้ผลิตชั้นนำหลายแห่ง มีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับผู้ผลิต ส่งผลให้เรามีอำนาจในการต่อรองราคา และสามารถจำหน่ายสินค้าในราคา “กันเอง”

หากลูกค้าท่านใดที่ต้องการใช้สินค้าเป็นจำนวนมาก ทางเราสามารถต่อรองกับบริษัทผู้ผลิตเพื่อนำเสนอ “ราคาพิเศษ” ที่สำคัญมีทีมขนส่งเกือบทุกประเภทจากทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพ และ ปริมณฑล เพื่อให้ได้รับการบริการที่ทั่วถึง เพราะทางเราใส่ใจความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า เพื่อให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

 

 

 

ติดต่อสอบถามข้อมูล และข้อสงสัยต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ เพิ่มเติมได้ที่นี่

Facebook: คอนกรีตผสมเสร็จ โดย เมืองไทยซีเมนต์

E-mail: info@mtcement.com

Line: @mtcement

Tel: 088 – 554 – 155502 – 328 – 0684